Ride or Die อยู่เป็น ยอมตาย เพื่อเธอ

Ride or Die อยู่เป็น ยอมตาย เพื่อเธอ ภาพยนตร์โรดทริปเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากมังงะชื่อ Gunjo 3 เล่มจบของ ชิง นากามูระ บอกเล่าเรื่องราวของ เรอิ (นำแสดงโดย คิโกะ มิซุฮาระ) สาวเลสเบี้ยนที่แอบหลงรัก สึจิมูระ (นำแสดงโดย โฮนามิ ซาโตะ) เพื่อนสมัยเรียนมัธยม แต่ความรักของเธอไม่สมหวัง แม้จะพยายามช่วยเหลือด้านการเงินให้เพื่อนที่ยากจนได้เรียนต่อจนจบ แต่เธอกลับเลือกแต่งงานกับนักธุรกิจร่ำรวยแทน

จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป เรอิได้รับโทรศัพท์จากสึจิมูระเพื่อขอนัดพบกันอีกครั้ง การนัดพบครั้งนี้เธอได้รับรู้ว่าสึจิมูระถูกสามีทำร้ายร่างกายอย่างหนักจนเธอทนไม่ไหวเหมือนตายทั้งเป็น และเปรยกับเรอิว่า “เธอฆ่าเขาฉันให้ได้ไหม” จากประโยคนี้ประโยคเดียวนี่แหละเรอิจึงตัดสินใจฆ่าสามีของเธอและหนีไปด้วยกัน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการเดินทางสานต่อความรักที่ผิดหวังในอดีตอีกครั้ง

สำหรับคนที่อาจจะกระอักกระอ่วนใจก่อนดูเพราะคิดว่าเป็นแนวเลสเบี้ยนหนักไปทางเรื่อง SEX ต้องบอกว่าตัวเรื่องไม่ได้เป็นไปแบบนั้นเลยครับ แม้หัวใจสำคัญของเรื่องจะเป็นเรื่องความคาดหวังเรื่อง SEX ของเรอิที่หลงรักเพื่อนสาวมาตลอด แบบเปิดเผยด้วย ซึ่งถือว่าเรื่องทำออกมาซื่อตรงกับความเป็นจริงมากในมุมของสาวเลสเบี้ยนคนหนึ่งที่คาดหวังเรื่อง SEX กับผู้หญิงที่หลงรัก และเรื่องยังให้เรอิเป็นลูกคุณหนูมีฐานะร่ำรวย ถึงขนาดยอมจ่ายค่าเทอมให้เพื่อนที่ไม่มีเงินเรียนจนถึงขั้นคิดไปขายตัว ซึ่งอีกนัยก็คือการซื้อตัวเพื่อนไว้เพื่อแลกกับ SEX ในอนาคตที่เธอหวังลึกๆ เช่นกัน แม้โตขึ้นมาเรื่องยังวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลงในตัวเพื่อนสาวแบบหัวปักหัวปำ จนถึงขนาดฆ่าคนเพื่อช่วยเธอออกมา

แม้เรื่องจะชัดเจนในความต้องการทางเพศของตัวเรอิ แต่หนังนำเสนอเรื่องราวการเดินทางแบบไร้จุดหมายของทั้งคู่มากกว่า ซึ่งหลังเรอิฆ่าคนไปเธอก็เคว้งทันที และไม่คิดว่าสึจิมูระจะมาช่วยเหลืออะไรตน แต่กลายเป็นว่าสึจิมูระกลับมาพาเธอหนีไป และก็เหมือนต้องการหนีไปเรื่อยๆ เพื่ออยู่กับเรอิมากกว่า ซึ่งตัวเรื่องนำเสนอช่วงเวลาการเดินทางของทั้งคู่ออกมาแบบบน่ารัก มีโมเมนต์กุ๊กกิ๊กกันตลอดทาง พร้อมทั้งงานภาพมุมสูงที่สวยงามของญี่ปุ่นในหลายฉาก กับเพลงประกอบที่เพราะทุกเพลง เป็นเหมือนหนังโรดทริปจริงๆ แบบที่ลืมไปเลยว่าเปิดเรื่องมาก็มีฉากฆาตกรรมโหดขนาดไหน และเรื่องก็ไม่ได้เน้นไปที่ความกดดันจากคดีฆาตกรรมแต่อย่างใด กลายเป็นว่าหลังจากฉากฆ่าโหดในตอนแรก เรื่องอาจจะมีดราม่าเศร้าเครียดบ้างก็สั้นๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินทางแบบสดใสเหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ โยนอดีตทิ้งไปเลยมากกว่า ซึ่งแรกๆ อาจจะขัดความรู้สึกอยู่บ้าง แต่พอเดินเรื่องไปเรื่อยๆ เราจะค่อยๆ เข้าใจความรู้สึกของทั้งคู่ว่าจริงๆ แล้วนี่เป็นการแสวงหาความสุขในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมากกว่า ซึ่งทั้งคู่รู้ดีว่าจุดจบของเรื่องราวนี้คงไม่สวยงามอย่างที่พยายามกลบเกลื่อนไว้ตลอดทาง

แล้วหนังเรื่องนี้มีฉาก SEX ของทั้งคู่ไหม? ก็ต้องบอกว่ามี และก็ชัดเจนในแบบเลสเบี้ยนผลัดกันทำให้มีความสุขทั้งสองคน โป๊เปลือยแบบหมดตัวทั้งคู่ ถึงขนาดฉากออรัลเซ็กส์ก็ยังสมจริงจนถึงขั้นเห็นขนกันเลย แต่หนังก็เลือกวางส่วนนี้ไว้ท้ายสุดของเรื่องราว ให้เป็นไคลแม็กซ์ที่สวยงามมีเหตุผลส่งไปถึงทางออกในตอนจบ แม้ระหว่างทางมีหลายฉากที่พาบิ้วอารมณ์ให้ไปทางนั้นได้ แต่เรื่องก็ไม่ยอมเข้าไปถึงจุดนั้นเลย แม้แต่จูบนัวเนียกันก็ไม่มี (ยกเว้นตอนเริ่มต้นนิดหนึ่งที่สึจิมูระนัดพบเรอิครั้งแรกเหมือนกึ่งระบายกึ่งหลอกใช้นิดๆ) และยังนำเสนอความขัดแย้งของทั้งคู่ในเรื่องนี้ออกมาตลอด เพราะสึจิมูระไม่ใช่เลสเบี้ยน แม้ไม่ได้รังเกียจเรอิก็ตาม แต่ก็เป็นคนที่ทำให้เรอิอกหักตั้งแต่สมัยเรียน ด้วยการเลือกไปแต่งงานกับผู้ชาย ในขณะที่เรอิเองก็มีแฟนสาวเลสเบี้ยนที่ตัวเธอทิ้งหนีมาก่อน แต่ก็รู้สึกผิดอยู่เสมอเพราะอีกฝ่ายจริงจังกับเธอมาก ซึ่งในระหว่างเดินทางนี้เอง ความรู้สึกกดดันน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อความรักในตอนนี้ที่หนีมาด้วยกันก็ยังดูไม่สมหวัง ทำให้ทั้งคู่มีช่วงระเบิดอารมณ์ทะเลาะกัน ก่อนจะปรับความเข้าใจกันได้เป็นพักๆ แต่สถานะของเรอิกับสึจิมูระก็ไม่ใช่คู่รักหรือแฟนกันแต่อย่างใด เหมือนเพื่อนในอดีตได้หวนกลับหากันอีกครั้งมากกว่า

นอกจากฉาก SEX ในตอนไคลแม็กซ์แล้ว ตัวเรื่องยังมีฉาก SEX ของเรอิกับสามีของสึจิมูระและชายแปลกหน้าระหว่างทางเพิ่มมาด้วย ซึ่ง คิโกะ มิซุฮาระ นักแสดงในบทนี้เปลืองตัวมากๆ แต่ก็เป็นบทที่มีเหตุผลเข้าใจได้ว่าทำไมเลสเบี้ยนอย่างเธอถึงยอมมีสัมพันธ์กับผู้ชายแบบนั้น ด้วยความที่ตัวเรื่องเป็นหนังเพศทางเลือก ก็เลยมีบทปมปัญหากับทางบ้านใส่มาด้วย แต่ก็ไม่ได้เน้นมาก และก็ไม่ได้ออกแนวครอบครัวต่อต้าน ในเรื่องนี้ครอบครัวแทบจะยอมรับไปแล้ว คงเพราะหนังทำออกมาในยุคสมัยนี้ที่เรื่องเพศทางเลือกเปิดกว้างกันแล้วก็เลยไม่ต้องมาเน้นประเด็นความขัดแย้งอะไรตรงนี้มาก (แบบซ้ำๆ กับหนังแนวนี้ด้วย)

ตัวหนังยาว 2 ชั่วโมงกว่า ถือว่ายาวมากอยู่เหมือนกัน แต่ความยาวของเรื่องนั้นส่วนใหญ่มาจากการถ่ายทอดฉากสวยๆ แนวโรดทริป ที่สวยตั้งแต่ในกรุงโตเกียวจนถึงต่างจังหวัดบ้านเกิดของสึจิมูระกับเรอิที่ทั้งคู่เดินทางกลับไป ซึ่งถ้าใครชอบฉากพวกนี้ก็ดูได้เพลินๆ ส่วนแนวดราม่าของเรื่องไม่ได้ยืดอะไรมาก มีฉากทิ้งอารมณ์นิ่งๆ ตามปกติของหนังแนวนี้กับความเป็นหนังญี่ปุ่นที่เน้นโคลสอัพอารมณ์บนใบหน้าตามปกติ หนังมีเหตุการณ์ตัดสลับอดีตกับปัจจุบันไปเรื่อยๆ ดูแล้วเดาเรื่องได้ยากกว่าจะไปต่อยังไงตลอดเวลา เพราะจุดหมายของทั้งคู่ไม่มี เป็นการเดินทางไปเรื่อยๆ แบบไปตายเอาดาบหน้ามากกว่ามีแผนการหนี ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้คนดูพยายามคิดตลอดเวลาว่าเรื่องนี้จะจบลงยังไง โศกนาฎกรรมหรือแฮปปี้เอนดิ้งกันแน่

ตัวละครในเรื่องนี้หลักๆ มีแค่ 4 คน เป็นตัวละครเรอิกับสึจิมูระในวัยเด็กกับผู้ใหญ่ ซึ่งการแสดงในวัยเด็กของทั้งคู่นั้นก็ดีงาม ดูน่ารักบริสุทธิ์แบบรักวัยรุ่น แต่อาจจะแปลกสักหน่อยตรงที่เป็นเลสเบี้ยนเด็กญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยเห็นทำออกมาจริงจังแบบนี้ และเรอิในวัยเด็กนี่ก็คบกับแฟนสาวผู้ใหญ่มาตั้งแต่ตอนเรียนไฮสคูลแล้ว ส่วนในวัยผู้ใหญ่น้ำหนักบทเทไปที่เรอิมากกว่า เพราะเธอคือคนที่ลงมือฆ่าคน และก็มีปมหลงรักเพื่อนมาตลอด ซึ่ง คิโกะ มิซุฮาระ เล่นได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ และด้วยโครงหน้าเธอที่ดูไม่เหมือนญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ มองเผินๆ แอบคล้ายดาราไทยอีกต่างหาก เธอเป็นสาวเลสเบี้ยนที่ดูสวย เท่ แกร่ง ดูปกป้องคนรักได้จริงๆ เธอเคยเล่นบท มิคาสะ ใน Attack on Titan มาก่อนด้วย เรียกว่าลุคให้มากจริงๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งเธอกลับอ่อนไหวในเรื่องความรัก แบบแพ้ทางสึจิมูระหมดตัวหมดใจ ไม่ว่าจะทำอะไรเธอก็ไม่โกรธ ยอมให้หมด แต่ก็มีฉากที่เธอระเบิดอารมณ์แนวเลสเบี้ยนรักมากก็แค้นมากแบบรุนแรงออกมาด้วยเช่นกัน

สึจิมูระ ที่แสดงโดย โฮนามิ ซาโตะ บทนี้ไม่ใช่เลสเบี้ยน แต่ค่อยๆ เปิดใจในเรื่องนี้ภายหลัง เป็นสาวแว่นที่อาจจะดูไม่สวยมาก ถอดแว่นก็ดูดีขึ้น แต่มีเสน่ห์ตรงรอยยิ้มแบบที่เรอิบอกว่าหลงรักตรงนี้ ตัวละครนี้คือสาวขี้แพ้ตั้งแต่เด็ก แม้เธอจะเคยเป็นนักกีฬาของโรงเรียน แต่กลับเลือกเดินทางที่ผิดตลอดจนชีวิตตกต่ำ แล้วก็หันไปคว้าเพื่อนกลับมาอีกครั้ง ตัวหนังนำเสนอเธอในแบบที่ดูคลุมเครือ ในตอนแรกก็ดูเหมือนเธอหลอกใช้เรอิ และต่อมาก็เหมือนพยายามทรยศหักหลังเรอิในบางครั้ง ดูไม่แน่ชัดว่าเธอคิดยังไงกับเรอิกันแน่ จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง เรื่องใช้เหตุการณ์ในอดีตที่ซ่อนไว้จนถึงปัจจุบันมาเคลียร์ปมตรงนี้ได้อย่างสวยงาม

นี่เป็นหนังเพศทางเลือกที่สวยงาม ไม่ว่าเพศไหนก็ดูเรื่องนี้ได้ อาจจะไม่เมคเซนส์ในความเป็นจริงอยู่บ้าง (เพราะทำจากมังงะด้วย) แต่เรื่องก็ดำเนินไปแบบมีเนื้อหาโฟกัสไปที่มิตรภาพของผู้หญิงสองคนได้อย่างน่าสนใจ และก็ทำฉากทั้งฆาตกรรมกับ SEX ออกมาติดเรตสุดๆ ทั้งคู่ โดยไม่เลอะเทอะมีเหตุผลลงตัวกับเรื่องราว และก็จบลงตัวดีในแบบที่ควรจะเป็น เรียกว่าเป็นหนัง Original Netflix ที่ดีเรื่องหนึ่งเลย แล้วก็หาได้ยากจากความที่เป็นคอนเทนต์หนังญี่ปุ่นใน Netflix ที่นานๆ มาทีด้วย ถ้าเปิดใจเรื่องเพศทางเลือกได้ก็ควรค่าแก่ทดลองดู

RELATED POST

“เจอร์ราร์ด” เล็งแข้งลิเวอร์พูล เสริมทัพวิลลา ม.ค.นี้ “คลอปป์” ออกตัวทันที

เดอะ มิร์เรอร์ สื่ออังกฤษ รายงานว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีมแอสตัน วิลลา มีแผนเสริมทัพ 3 ตำแหน่งในตลาดนักเตะฤดูหนาว เดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ประกอบด้วย แบ็กซ้าย, กองหลังตัวกลาง และมิดฟิลด์ โดย 1 ในผู้เล่นที่สนใจ คือ…

เปิดคลังถ้วยแชมป์ “ราล์ฟ รังนิก” ก่อนเข้ารับงานกุนซือทัพแมนยูฯ

ภายหลังจากที่มีรายงานว่า ราล์ฟ รังนิก อดีตกุนซือของ แอร์เบ ไลป์ซิก ในบุนเดสลีกา เยอรมนี จะเข้ามานั่งในตำแหน่งกุนซือของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญา ครึ่งฤดูกาล หรือจนจบซีซั่นนี้อีกทั้งยังจะอยู่ในตำแหน่งของที่ปรึกษาสโมสรต่ออีก 2 ปีด้วยกันหลังหมดสัญญากุนซือ ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดที่…

“เวสต์แฮม” แอบเหล่ลูกชาย “ซิเมโอเน” หวังกระชากร่วมทัพซีซั่นหน้า

โจวานนี ซิเมโอเน กองหน้าวัย 26 ปี ถูกกายารีปล่อยตัวมาอยู่กับเวโรนา ทีมร่วมศึกกัลโช เซเรีย อา เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ก่อนจะคืนฟอร์มเก่งด้วยการตะบันไปแล้ว 9 ประตูจาก 11 นัดในลีก จนตกเป็นเป้าหมายของหลายทีมดังทั่วยุโรป กระทั่งล่าสุด Daily Express รายงานว่า…

“แรชฟอร์ด” เข้ารับเครื่องราชฯ หลังถอนทีมชาติอังกฤษ ชุดลุยคัดบอลโลก พ.ย.

หลังประกาศถอนตัวจากทีมชาติอังกฤษ ดาวยิงของ ปิศาจแดง ก็เดินทางเข้าวังหลวงเพื่อรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากการช่วยเหลือเด็กในช่วงโควิด-19 ภายหลังจากที่มีรายงานว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวยิงตัวเก่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถอนตัวจากทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนยุโรป เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยได้ประกาศถอนตัวไปเมื่อวานนี้ จากรายงานของ เดลี่ เมล ล่าสุด…