Big Data คืออะไร?

Big Data คืออะไร? คุณเป็นลูกค้าของธุรกิจเหล่านี้หรือไม่ Netflix, Youtube, Facebook, Twitter, Google, Walmart, Starbucks หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้บริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จคือ Big Data พวกเขามีข้อมูลในมือจำนวมหาศาล สามารถนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ และตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆจากผลประมวลจากข้อมูลเหล่านั้น

ไม่ใช่แค่ต่างชาติเท่านั้นที่กระโจนเข้าสู่เรื่องราวของ Big Data ในประเทศไทยก็เช่นกัน การตื่นตัวในการนำข้อมูลไปใช้ของภาคธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น เป็นหนึ่งสิ่งที่สะท้อนความสำคัญและการเติบโตของ Big Data ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (Economic Intelligence Center) เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา พบว่าบริษัทชั้นนำของไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรมรวม 62 แห่ง กว่า 56% เริ่มใช้ Big Data เพื่อพัฒนาการขายและการตลาดเป็นหลัก และใช้ประโยชน์จากการปรับปรุงสินค้า/ บริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ภาคการผลิตสนใจนำข้อมูล Big Data ไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อเพิ่ม Productivity ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน

Big Data คืออะไร
Big Data คือ ข้อมูลจำนวนมากมหาศาลของบริษัททุกเรื่อง ทุกแง่มุม ทุกรูปแบบที่คุณพอจะนึกออก ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน (Structured Data) เช่น ข้อมูลที่เก็บอยู่ในตารางข้อมูลต่างๆ หรืออาจเป็นข้อมูลกึ่งมีโครงสร้าง (Semi-Structured Data) เช่น ล็อกไฟล์ (Log files) หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อมูลการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ผ่านสังคมเครือข่าย (Social Network) เช่น Facebook, twitter หรือ ไฟล์จำพวกมีเดีย เป็นต้น โดยอาจจะเป็นข้อมูลที่มาจากภายในองค์กร และภายนอกที่มาจากการติดต่อกับ Supplier หรือจากทุกช่องทางการติดต่อกับลูกค้า แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังคงเป็นเพียงข้อมูลดิบที่รอการนำมาประมวลและวิเคราะห์ เพื่อนำผลที่ได้มาสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ข้อมูลเหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันที แต่อาจมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรบางอย่างแฝงอยู่

Big Data มีคุณลักษณะสำคัญอยู่ 4 อย่างคือ ต้องเป็นข้อมูลที่มีจำนวนมากขนาดมหาศาล (Volume) มีความซับซ้อนหลากหลาย (Variety) มักจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา (Velocity) และยังไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์เพื่อนำมาใช้ในการประกอบการพิจารณาได้ (Veracity)

Big Data กับ Thailand 4.0
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัล Thailand 4.0 ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มเรียนรู้และเข้าใจระบบดิจิทัลมากขึ้น เพราะมีความเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การลงทุน การติดต่อสื่อสาร การใช้สินค้า Smart Device ต่างๆ การเดินทางคมนาคม เรียกว่าเริ่มต้นทุกวันด้วยข้อมูลทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกขับเคลื่อนอยู่บนฐานข้อมูล ทำให้มีการใช้ประโยชน์จาก Big Data ที่แพร่หลายมากขึ้น สำหรับภาคธุรกิจแล้ว Big Data ที่รวบรวมได้จากพฤติกรรมและกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงกลายเป็นขุมทรัพย์ที่องค์กรธุรกิจสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อให้ได้ Insight ที่เป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินงาน สร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ๆ นำไปคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึกได้มากกว่าการวิเคราะห์ข้อมูลแบบดั้งเดิมในอดีต ยกตัวอย่างเช่น สามารถยิง Media ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำมากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เจ้าของธุรกิจควรหันมาให้ความสนใจ Big Data และประโยชน์ที่จะได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว

RELATED POST

“แอชลีย์” เผยเหตุขายทีมให้กับ “กลุ่มทุนซาอุฯ” แม้มีข้อเสนอมากกว่าจากคนอื่น

ไมค์ แอชลีย์ อดีตประธานสโมสร "สาลิกาดง" นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาเปิดเผยสาเหตุที่เลือกขายทีมให้กับ กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย ทั้งๆ ที่มีข้อเสนออื่นๆ ที่ให้มากกว่า เพราะตัวเขาต้องการให้ทีมไปอยู่ในมือเจ้าของที่คิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้ กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย Public Investment Fund…

แฟนปืน ชวน “เอ็นดิดี” ย้ายจับคู่ “ปาร์เตย์” ชี้เหมือนอดีตคู่กลางรับเชลซี

แฟน อาร์เซนอล เชิญชวน มิดฟิลด์ตัวรับ เลสเตอร์ มาจับคู่กับ โธมัส ปาร์เตย์ โดยที่นักเตะเอ่ยปากเองว่าคงเหมือนอดีตคู่มิดฟิลด์ เชลซี ในตำนาน ทวิตเตอร์ของ แฟนอาร์เซนอล รายหนึ่งได้โพสต์คลิปขณะที่กำลังร่วมพบปะกับ วิลเฟรด เอ็นดิดี มิดฟิลด์กลางรับของ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยมีบทสนทนาหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ…

“ลินิเกอร์” ยก “เมสซี-มาราโดนา” คือ 2 แข้งที่อยู่ในระดับเหนือกว่า “โรนัลโด”

แกรี ลินิเกอร์ กูรูลูกหนังชื่อดัง ออกมาเผยว่า ลิโอเนล เมสซี และ ดิเอโก มาราโดนา ตำนานแข้งของโลกผู้ล่วงลับ คือชื่อ 2 แข้งที่ตัวเขามองว่าอยู่ในระดับเหนือกว่า คริสเตียโน โรนัลโด สตาร์คนดังชาวโปรตุเกสของ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่จาก…

ตระกูลเกลเซอร์” ขายหุ้นแมนยูฯ อีก 9.5 ล้านหุ้น ทำกำไรอื้อ แต่เงินไม่เข้าสโมสร

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เรื่องการขายหุ้นของสโมสรจำนวน 9,500,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 137.12 ล้านปอนด์ (6,307.52 ล้านบาท) เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ในนามของ เควิน เกลเซอร์ และ เอ็ดเวิร์ด เกลเซอร์…